a10เมื่อผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุมาพบท่าน ควรทำการประเมินอาการทางระบบประสาทส่วนกลางของผู้ป่วย หรือในกรณีฟันที่เกิด avulsion ควรแช่ฟันในสารละลายที่เหมาะสม เช่น Hank's balanced salt solution นม หรือน้ำเกลือ ก่อนจะทำการซักประวัติเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยและการรักษา

ภายหลังการซักประวัติทันตแพทย์ควรทำการตรวจทั้งในและนอกช่องปาก การถ่ายภาพรังสีควรถ่าย occlusal film 1 ภาพ และ periapical film 2 ภาพในมุม horizontal shift โดยถ่ายในผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุทุกกรณี การตรวจความมีชีวิตของฟันควรตรวจฟันทุกซี่รวมถึงฟันคู่สบด้วย ในผู้ป่วยเด็กการทดสอบด้วยความเย็นอาจจะให้ความแม่นยำมากกว่าเครื่อง EPT อย่างไรก็ตามฟันที่ประสบอุบัติเหตุอาจจะไม่ตอบสนองต่อการตรวจเหล่านี้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ภายหลังอุบัติเหตุ การเฝ้าติดตามอาการจึงเป็นสิ่งจำเป็นและควรตรวจความมีชีวิตของฟันทุกครั้งที่นัดผู้ป่วยมาติดตามอาการ

สิ่งสำคัญคือการวินิจฉัยฟันทุกซี่ที่ได้รับอุบัติเหตุ และทำการจดบันทึกโดยละเอียด เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษา การติดตามผลการรักษา และเพื่ออธิบายผู้ป่วยถึงโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงของอุบัติเหตุที่มีต่อฟันซี่นั้น ๆ

ฟันที่ประสบอุบัติเหตุอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ 

1.Crown/root fractures

2.Luxation injuries

3.Avulsion

Crown/root fractures

ในกรณีที่เกิดการแตกหักของฟัน ควรสำรวจหาชิ้นฟันที่หักว่าอยู่ในแผลหรือริมฝีปากหรือไม่

•Uncomplicated crown fractures นำชิ้นฟันที่หักมายึดเข้ากับฟันเดิมได้โดยใช้ bonding system ถ้าหากชิ้นฟันถูกเก็บมาแบบแห้ง ให้นำไปแช่ในน้ำกลั่นหรือน้ำเกลือ 30 นาทีก่อนจะนำมายึดกับฟันเดิม เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในการยึดติด หรือบูรณะด้วย resin composite โดยมีหลักการสำคัญคือบูรณะให้เกิด bacterial-tight seal เพื่อป้องกันอันตรายต่อเนื้อเยื่อในฟัน

•Complicated crown fractures ในฟันปลายรากเปิดให้ทำ pulp capping หรือ partial pulpotomy ด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์หรือ MTA เพื่อรักษาความมีชีวิตของฟันให้สามารถสร้างรากฟันต่อไปได้ ส่วนฟันที่ปลายรากปิดแล้วสามารถเลือกทำ pulp capping, partial pulpotomy หรือ root canal treatment ได้ตามความเหมาะสม การบูรณะทำเหมือน complicated crown fractures

•Crown-root fractures หลักการรักษาเหมือนกับ uncomplicated และ complicated crown fractures แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือฟันที่แตกลึกลงใต้เหงือกนั้นอาจจะต้องมีการทำ crown lengthening หรือ orthodontic extrusion ร่วมด้วยเพื่อให้สามารถทำการบูรณะได้ดี ไม่มีการรบกวน biologic width ของฟัน

•Root fractures มักจะพบว่าฟันโยกหรือมีเลือดออกจากร่องเหงือก ให้ทำการถ่ายภาพรังสี periapical film แบบ straight on 1 ภาพและ horizontal shift 2 ภาพ หรือ occlusal film เพื่อหารอยแตกของรากฟัน การรักษาให้ทำการ reposition ฟันเข้าที่และ splint ฟันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ยกเว้นกรณีที่ฟันหักบริเวณ cervical และมีการโยกมากให้ splint นาน 4 เดือน ถ้าหากในระหว่างที่ติดตามผลการรักษาแล้วพบว่าเกิด pulp necrosis ให้รักษารากฟันเฉพาะส่วนที่อยู่เหนือรอยแตกของรากฟัน

•Alveolar fractures มักตรวจพบการขยับของกระดูกรอบปลายรากฟันและมีฟันโยกหลายซี่ มีการสบฟันที่ผิดปกติ ให้ทำการถ่ายภาพรังสี periapical film ในมุมที่ต่างกัน 3 ภาพ, occlusal film 1 ภาพ และถ่าย panoramic film เพื่อประกอบการวินิจฉัย การรักษาคือ reposition ฟันและกระดูกเข้าที่และทำการ splint เป็นเวลา 4 สัปดาห์

Luxation injuries

การเกิดอุบัติเหตุชนิดนี้มีโอกาสที่จะเกิด pulp necrosis และ inflammatory root resorption ตามมาได้ โดยโอกาสการเกิดนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงควรให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกที่ผู้ป่วยมาพบ เพื่อจะได้ประเมินโอกาสการเกิด complication เหล่านี้ และควรติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้ทำการรักษารากฟันให้แก่ผู้ป่วยได้ทัน

•Subluxation/concussion ฟันจะไม่มี displacement อาจจะเคาะเจ็บหรือโยกเล็กน้อยในกรณี concussion ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา แต่ถ้าฟันโยกให้ splint 2 สัปดาห์ 

•Extrusion ฟันจะยื่นยาวออกมาและในภาพรังสีอาจพบ widening PDL space การรักษาคือ reposition ฟันเข้าที่ และ splint 2 สัปดาห์

•Lateral luxation ตัวฟันมักจะยุบเข้าไปด้าน palatal มักจะพบ alveolar fracture ร่วมด้วย การถ่ายภาพรังสีในมุม horizontal shift มักพบ widening PDL space การรักษาคือ reposition ฟันเข้าที่ และ splint 2 สัปดาห์

•Intrusion ฟันจะจมลงไปในแนว apical มากกว่าซี่อื่น จากภาพรังสีจะพบว่า cemento-enamel junction จะต่ำกว่าฟันซี่ข้างเคียง การรักษาจะต้องพิจารณาดังนี้

      o Incomplete root formation ให้รอเวลาให้ฟันขึ้นเองประมาณ 2-3 สัปดาห์ หากฟันไม่ขึ้นให้ทำ orthodontic reposition แต่ถ้าหากฟันจมเข้าไปมากกว่า 7 มม. ให้ทำ orthodontic หรือ surgical reposition เลย

      o Complete root formation 

             -ถ้าฟันจมลงไปน้อยกว่า 3 มม.ให้รอ 2-4 สัปดาห์ให้ฟันขึ้นมาเอง แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ ทำ orthodontic หรือ surgical reposition หากทิ้งไว้นานกว่านี้อาจเกิด ankylosis

            -ถ้าฟันจมไป 3-7 มม. ให้ทำ orthodontic หรือ surgical reposition

           -ถ้าฟันจมไปมากกว่า 7 มม.ให้ทำ surgical reposition

           -เมื่อทำ orthodontic หรือ surgical reposition แล้วให้ splint 4 สัปดาห์

           -อุบัติเหตุชนิดนี้มักเกิด pulp necrosis แน่นอน ให้ทำการรักษารากฟันหลัง reposition  2-3 สัปดาห์และใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์เป็นยาใส่ในคลองรากฟัน

 

 

Avulsion

การเลือกวิธีการรักษาในกรณี Avulsion ขึ้นกับ 2 ปัจจัย ได้แก่ ระยะการเจริญของรากฟัน และความมีชีวิตของ PDL cell ซึ่งถ้าหากมี extra oral dry time นานกว่า 60 นาที PDL cell มักจะตายหมดแล้ว

ขั้นตอนการรักษาในทุกกรณี 

1.ทำการล้างแผลและล้างรากฟันด้วยน้ำเกลือ ในกรณีที่ extra oral dry time นานกว่า 60 นาทีอาจกำจัด PDL cell ที่ตายโดยใช้ผ้าก๊อซเช็ดที่รากฟัน

2.ฉีดยาชาและใส่ฟันกลับเข้าที่โดยใช้นิ้วกดเบาๆ

3.เย็บเหงือกที่ฉีกขาด

4.ตรวจและถ่ายภาพรังสีว่าสามารถใส่ฟันกลับเข้าตำแหน่งที่ถูกต้อง

5.ใส่ splint

6.จ่ายยา Antibiotic

7.ให้ผู้ป่วยตรวจสอบประวัติวัคซีนบาดทะยักและรับวัคซีนถ้าจำเป็น

8.ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวหลังอุบัติเหตุ

9.ทำการรักษาคลองรากฟันภายใน 7-10 วันหลังจากที่ใส่ฟันกลับเข้าที่ และให้ทำก่อนถอด splint

 การจ่ายยาปฏิชีวนะ

แนะนำให้จ่าย tetracycline ตามอายุและน้ำหนักของผู้ป่วยโดยจ่ายในช่วงสัปดาห์แรกหลังใส่ฟันเข้าที่ แต่ในผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 12 ปีให้จ่าย PenV หรือ Amoxycillin แทน

คำแนะนำผู้ป่วย

•ให้ทานอาหารอ่อน 2 สัปดาห์

•แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อด้วยแปรงขนนิ่ม

•บ้วนปากด้วย 0.1% Chlorhexidine วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์

การรักษารากฟัน

 

ถ้าหากไม่สามารถทำการรักษารากฟันก่อนที่จะใส่ฟันกลับเข้าที่ได้ให้ทำการรักษารากฟันได้ 2 แบบ ดังนี้

1.การใส่ยาชนิดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ให้ทำการรักษารากฟันหลังใส่ฟันเข้าที่ภายใน 7-10 วัน และให้ใส่ยานานประมาณ 1 เดือน แล้วจึงอุดคลองรากฟัน

2.ใส่ยาด้วย antibiotic-corticosteroid paste (Ledermix) สามารถทำการรักษารากฟันได้ทันทีหลังใส่ฟันกลับเข้าที่ และใส่ยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แล้วจึงทำการอุดรากฟัน

 การติดตามผลการรักษา

ฟัน avulsion มีโอกาสเกิด ankylosis ได้สูง จึงจำเป็นต้องติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด ทำการตรวจและถ่ายภาพรังสี โดยติดตามผลตามเวลาดังนี้

•4 สัปดาห์

•3 เดือน 

•6 เดือน

•1 ปีและทุก ๆ ปี

อ้างอิงจาก

1.International Association of Dental Traumatology, Trauma guideline 2012

2. American Association of Endodontists, The treatment of traumatic dental injuries 2014

Downloadเอกสาร

 

Tuesday, 26 April 2016 20:23

Vertical root fracture (VRF)

ฟันที่ผ่านการรักษาคลองรากฟันมาแล้ว แต่กลับพบปัญหาตุ่มหนองไม่หาย หรือกลับมาเป็นซ้ำ หรือยังคงมี deep pocket อยู่มักทำ ให้ทันตแพทย์ปวดหัวในการวินิจฉัยและรักษาและมักทำให้นึกถึงสาเหตุที่เกิดจาก vertical root fractureขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามรากฟันแตกไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายอีกทั้งยังไม่มีอาการ อาการแสดง หรือลักษณะทางภาพถ่ายรังสีที่เฉพาะเจาะจง อาจมีลักษณะใกล้เคียงกับฟันที่รักษารากฟันมาล้มเหลว หรือฟันที่เป็นโรคปริทันต์ขั้นรุนแรง ทำให้การวินิจฉัยเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีลักษณะบางอย่างที่มักพบได้ใน VRF ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยได้ เช่น
• Deep narrow pocket ซึ่งจะแตกต่างจากคนไข้โรค ปริทันต์ที่จะมี pocket หลายซี่และหลายตำแหน่ง • Dual or multiple sinus tracts โดยเฉพาะตุ่มหนอง ที่เกิดขึ้นทั้งทางฝั่ง buccal และ lingual ของฟัน • ลักษณะทางภาพถ่ายรังสี เช่น
■ halo radiolucency (ภาพที่ 8 ก.)
■ J-shaped appearance (ภาพที่ 8 ข.)
■ Periodontal-lateral radiolucency ลักษณะเงาโปร่งรังสีทางด้านข้างของรากฟัน extend ลงมาจาก crestal bone แต่ไม่ลงไปถึงบริเวณปลายรากฟัน ซึ่งมักทำให้สับสนกับรอยโรคจากโรคปริทันต์ (ภาพที่ 8 ค.)
 
อย่างไรก็ตาม แม้จะพบลักษณะดังกล่าวในทางคลินิกแต่บางครั้งก็อาจไม่ใช่ VRF เสมอไป ซึ่งบางครั้งอาจจำเป็นต้องทำ exploratory flap เพื่อยืนยันรอยแตกอีกครั้ง
 
นอกจาก VRF จะพบได้บ่อยในฟันที่เคยผ่านการรักษาคลองรากฟันมาแล้ว ยังสามารถพบ VRF ในฟันที่ไม่เคยผ่านการรักษาคลองรากฟันได้เช่นกัน โดยมักพบในคนจีน และมีฟันสึกในช่องปากหลายซี่ ซึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ชอบเคี้ยวของแข็งและเหนียว
ภาพที่9 กรณผี้ปู ่วย ฟันซี่36 ปวดฟันและเคี้ยวเจ็บ จากภาพถ่ายรังสีแสดงคลองรากฟัน mesial ที่มีลักษณะกว้างขึ้นผิดปกติ(บริเวณลูกศรชี้) และเมื่อถอนฟันพบเป็น VRF ที่ mesial root
 
สรุป
การวินิจฉัยฟันร้าว ต้องอาศัยทั้ง subjective และobjective symptom การตรวจพื้นฐาน การสังเกตลักษณะภายในช่องปาก การทดสอบต่างๆ ตลอดจนประวัติผู้ป่วยซึ่งได้จากการซักถาม การอ่านแฟ้มประวัติ การหา cause of pulp injury โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาเหตุที่มาจาก parafunctional
habits ซึ่งอาจถูกละเลยจากการรักษาที่ผ่านมา
 
การให้การรักษาฟันร้าวและการป้องกัน จะนำไปสู่ความสำเร็จของการรักษา นอกจากนี้การพยากรณ์โรคของฟันร้าวยังไม่ตรงไปตรงมาเหมือนฟันทั่วไป ทันตแพทย์จึงควรอธิบายถึงสภาวะของฟัน ขั้นตอนการรักษา ค่าใช้จ่าย โอกาสประสบ ความสำเร็จ และทางเลือกอื่นๆ ให้ผู้ป่วยรับทราบและตัดสินใจ
ก่อนที่จะเริ่มการรักษา
 
 

2. ตำแหน่งของฟันในช่องปาก

ฟันหน้า

ในฟันหน้าจะมีการรับแรงในแนว lateral force และshear force เป็นหลัก ดังนั้นในกรณีที่มีการสูญเสียเนื้อฟันมากกว่าการเปิดทางเข้าสู่คลองรากฟัน (Open canal: OC)เช่น มีรอยผุในด้าน proximal ร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องใส่เดือยฟันร่วมกับครอบฟัน การเลือกเดือยฟันต้องพิจารณาปัจจัย 3 อย่าง

ได้แก่

2.1 ขนาดของเดือยฟัน (post size)

เดือยฟันควรมีขนาดพอดีกับรูปร่างคลองรากฟัน

ไม่หลวมเกินไป การยึดติดของ fiber post จะยึดติดได้ดี ถ้าไม่มี

ช่องว่างระหว่างผนังคลองรากฟันกับเดือยฟัน โดยจะเกิด

เป็น Monoblock Tooth-Post–Restoration ซึ่ง fiber post

จะทำหน้าที่ทั้ง retain core, reinforce และ stress distribution

ไปตลอดความยาวของเดือยฟัน

2.2 ความยาวของเดือยฟัน (post length)

ความยาวของเดือยฟันวัดจากขอบบนของ ferrule

ถึงปลายเดือยฟัน อย่างน้อยควรเท่ากับความสูงของตัวฟัน

(clinical crown) (ดังรูปที่ 3)

 

2.3 รูปร่างเดือยฟัน (post shape)

เดือยฟันควรมีรูปร่าง double taper เพื่อให้แนบกับคลองรากฟันได้ดี และหากมีลักษณะเดือยเป็นเกลียวร่วมด้วยจะช่วยให้ยึดติดกับ cement และ core ได้ดียิ่งขึ้นในกรณีที่ใส่เดือยฟันแล้วเกิดความล้มเหลว (failure) จะเกิดได้ 2 แบบ ดังนี้

1. restorable fracture เป็นการแตกหักที่สามารถบูรณะ

ได้ เช่น การหลุดของเดือยฟัน หรือวัสดุบูรณะ โดยที่เนื้อฟันยังมี

ferrule โดยรอบอยู่มกั พบในกรณที มี่ การบรูณะด้วย fiber post

หรือ composite resin

2. unrestorable fracture เป็นการแตกที่ไม่สามารถ

บูรณะได้ เช่น มีรากฟันแตกร่วมด้วย มักพบในกรณีที่มีการ

บูรณะด้วยเดือยฟันแบบเหวี่ยง (casting post)

โดยสรุปฟันหน้า ในกรณีเสียเนื้อฟันเพียงแค่ Endodontic

access ควรบูรณะด้วย composite resin ร่วมกับการฟอก

สีฟัน แต่หากสูญเสียเนื้อฟันมาก ให้บูรณะด้วย post and core

with crown

 

บรรยายโดย รศ.ทพ. เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์ และ อ.ทพญ.ดร. ใจแจ่ม สุวรรณเวลา

คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถอดบทความโดย ทพญ. ปภาวิน อนุศักดิ์เสถียร การไฟฟ้านครหลวง

ปีที่ 18 ฉบับที่ 2 / 2556 : เอ็นโดสาร

หลักการบูรณะฟันภายหลังการรักษาคลองรากฟันจะขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อฟันที่เหลืออยู่ และตำแหน่งของฟันในช่องปาก
1. ปริมาณเนื้อฟันที่เหลืออยู่
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาฟันที่รักษาคลองรากฟันแล้วว่า มีปริมาณเนื้อฟันเพียงพอที่จะทำการบูรณะได้หรือไม่ และ
ควรบูรณะด้วยอะไร ได้แก่
 
1.1 เฟอรู (ferrule)
Ferrule คือ เนื้อฟันที่เหลืออยู่ เหนือจากขอบ (margin)
ของรอยกรอเพื่อทำครอบฟัน (preparation) โดยอุดมคติควรมี
ความสูงอย่างน้อย 2 มิลลิเมตร โดยรอบฟัน (ดังรูปที่ 1)
1.2 โพรงเนื้อเยื่อในฟัน (Pulp chamber)
Pulp chamber ควรมีความสูงมากกว่า 4 มิลลิเมตร (โดย
เฉพาะในฟันกราม) ในกรณีที่มีความสูงของ Pulp chamber
ไม่ถึง 4 มิลลิเมตร อาจพิจารณาตัด gutta percha เพื่อเพิ่มความ
ลึกให้เพยี งพอต่อการยดึ อยู่ (retention) ของวสั ดบุ รูณะแกนฟัน
(Core)
1.3 คุณภาพและปริมาณของเนื้อฟันบริเวณคอฟัน
(cervical)
เนื้อฟันบริเวณคอฟันที่ดีและมีความหนาของเนื้อฟัน
บริเวณคอฟันอย่างน้อย 2 มิลลิเมตร (ดังรูปที่ 2) หากหนา
ไม่พอให้ใส่เดือยฟัน
1.4 การสบฟันปกติ
การเช็คการสบฟันว่า มีการสบฟันปกติหรือไม่
ให้พิจารณาเช็คทั้ง 2 ตำแหน่ง คือ ตำแหน่ง Centric occlusion
และ Eccentric occlusion โดยสามารถตรวจเช็คเบื้องต้นได้จาก
ภาพถ่ายรังสี เช่น มี PDL space thickening หรือไม่ วัสดุอุดมี
รอยแตกหักที่แสดงว่าอาจมีการรองรับแรงที่มากเกินไป การโยก
ของฟันที่มีความผิดปกติ ทดสอบ fremitus test โดยการเอานิ้ว
แตะไปที่ด้าน buccal ของฟัน เวลาเยื้อง หากมีการสบกระแทก
แสดงว่าอาจมีความผิดปกติของการสบฟัน
1.5 มีการบูรณะฟันโดยครอบคลุมปุ่มฟันทั้งหมด
(cuspal coverage) เพื่อป้องกันการเกิด การแตกของฟันที่
บูรณะไม่ได้ (unrestorable fracture)
ถ้าพิจารณาปัจจัยทุกข้อแล้ว พบว่ามีปริมาณเนื้อฟัน
ไม่เพียงพอ หรือฟันมีการรับแรงมาก ควรต้องบูรณะฟันร่วมกับ
การใส่เดือยฟันด้วย
บรรยายโดย รศ.ทพ. เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์ และ อ.ทพญ.ดร. ใจแจ่ม สุวรรณเวลา
คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถอดบทความโดย ทพญ. ปภาวิน อนุศักดิ์เสถียร การไฟฟ้านครหลวง
ปีที่ 18 ฉบับที่ 2 / 2556 : เอ็นโดสาร

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอันตรายจากการรักษารากฟันที่อาจส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย และโรคร้ายต่างๆ จนทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปเป็นวงกว้าง 

ในนามของชมรมเอ็นโดดอนติกส์แห่งประเทศไทย ขอใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์บทความเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องแก่ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป และเพื่อให้เพื่อนทันตแพทย์ใช้เป็นเอกสารแนะนำผู้ป่วยด้วยอีกทางหนึ่ง 

การรักษาคลองรากฟัน ทำให้เกิดโรคร้ายภายในร่างกายจริงหรือไม่

 

ทพ.นรชัย วงศ์กรเชาวลิต 

ฝ่ายวิชาการชมรมเอ็นโดดอนติกส์แห่งประเทศไทย

23 กุมภาพันธ์ 2559

 

การรักษาคลองรากฟันคืออะไร

 

              ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา มีการแชร์บทความเกี่ยวกับโทษของการรักษาคลองรากฟันอยู่เป็นระยะ โดยบทความต่างๆ มักเน้นถึงผลเสียของการรักษาคลองรากฟันอันนำไปสู่การเกิดโรคร้าย หรือโรคทางระบบที่ไม่ทราบสาเหตุ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้บุคคลทั่วไป รวมถึงผู้ป่วยมีความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาคลองรากฟันมากยิ่งขึ้น

              การรักษาคลองรากฟัน คือการทำความสะอาดคลองรากฟันโดยอาศัยเครื่องมือทางทันตกรรม ร่วมกับน้ำยาฆ่าเชื้อและยาฆ่าเชื้อในคลองรากฟัน จากนั้นจึงทำการอุดปิดช่องว่างในระบบคลองรากฟันทั้งหมดด้วยวัสดุอุดคลองรากฟัน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคกลับมาเจริญเติบโตได้อีก การรักษาดังกล่าวจะทำในกรณีที่เนื้อเยื่อในฟันมีการอักเสบหรือติดเชื้อจากสาเหตุต่างๆ เช่น ฟันผุขนาดใหญ่ ฟันแตก ฟันร้าว ฯลฯ โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหรือไม่มีอาการปวดร่วมก็ได้ 

              ในกรณีที่ฟันมีการติดเชื้อจนเกิดการละลายของกระดูกรอบปลายรากฟัน ภายหลังการรักษาคลองรากฟันอย่างถูกต้อง ร่างกายจะสามารถสร้างกระดูกทดแทนเพื่อซ่อมแซมการละลายดังกล่าวได้ทั้งหมดภายในระยะเวลา 1-4 ปี (1) การรักษาคลองรากฟันจึงนับเป็นทางเลือกสำคัญในการเก็บรักษาฟันไว้ในช่องปาก ทดแทนการถอนฟันและใส่ฟันเทียม หรือรากฟันเทียม

 

 การรักษาคลองรากฟันทำให้เกิดโรคร้ายได้จริงหรือไม่

                มีบทความทางอินเตอร์เน็ท และหนังสือพิมพ์หลายบทความกล่าวโทษถึงอันตรายของการรักษาคลองรากฟัน โดยอ้างอิงจากความเชื่อของคนบางกลุ่มและการศึกษาในอดีต ทฤษฎีที่เชื่อว่าฟันติดเชื้อทำให้เกิดการติดเชื้ออื่นๆหรือทำให้เกิดโรคในร่างกาย มีมาตั้งแต่สมัย Hippocrates ซึ่งเชื่อว่าการเกิดโรคข้ออักเสบ (Arthritis) น่าจะมีสาเหตุมาจากฟันติดเชื้อ (2) และการถอนฟันออกไปเป็นหนึ่งในการรักษาโรคข้ออักเสบ ทฤษฎีดังกล่าวกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1912-1930 ซึ่งแพทย์และทันตแพทย์บางกลุ่มเชื่อว่า การติดเชื้อที่ทอนซิลหรือฟัน ทำให้เกิดการแพร่กระจายและเกิดการติดเชื้อเพิ่มเติมในตำแหน่งอื่นๆของร่างกาย หนึ่งในงานวิจัยที่มักได้รับการอ้างอิงจากกลุ่มคนที่มีความเชื่อว่าการรักษาคลองรากฟันทำให้เกิดโรคร้ายในร่างกาย คืองานวิจัยของ Dr. Weston Price ในปี ค.ศ. 1925 ซึ่งตีพิมพ์รายงานผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่มีอาการดีขึ้นภายหลังการถอนฟันที่ติดเชื้อออก รวมทั้งเล่าถึงประสบการณ์การทดลองนำฟันซึ่งถอนออกจากผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบ (endocarditis) มาสกัดและฉีดเข้าไปในกระต่าย ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อที่หัวใจของกระต่ายได้เช่นเดียวกัน (3, 4) จากการบรรยายและงานตีพิมพ์ดังกล่าวทำให้เกิดกระแสการถอนฟันที่ติดเชื้อออก เพื่อป้องกันการเกิดโรคภายในร่างกาย ลามไปถึงการถอนฟันที่สงสัยว่าอาจมีปัญหา และถอนฟันปกติทุกซี่ออกให้หมด (therapeutic edentulation หรือ clean sweep) 

 

                อย่างไรก็ตามเมื่อมีการติดตามผู้ป่วย และศึกษาอย่างเป็นระบบกลับพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) ล้วนไม่ได้มีอาการดีขึ้นภายหลังการตัดทอนซิล หรือถอนฟันออก (5) รวมถึงผู้ป่วยที่เคยได้รับการถอนฟันจนหมดปาก ก็สามารถเกิดโรคข้ออักเสบ และประสบภาวะอาหารไม่ย่อยตามมาได้ในภายหลัง (6) นอกจากนี้งานวิจัยของ Dr. Weston Price ยังได้รับการวิเคราะห์ในช่วงเวลาต่อมาว่า ขาดซึ่งแง่มุมที่มีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ อาศัยความคิดเห็นส่วนตัวเป็นหลัก ขาดการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไม่มีกลุ่มควบคุม การรายงานผู้ป่วยบางคนอาศัยเพียงการสังเกตอาการหรือการบอกเล่าทางจดหมาย รวมถึงปริมาณเชื้อที่ฉีดเข้าสู่สัตว์ทดลองมีมากเกินไป จนแท้จริงแล้วทำให้เกิดการติดเชื้อในทุกระบบของอวัยวะภายในร่างกาย (7-9)

 

                 แนวคิดต่อต้านการรักษาคลองรากฟัน และการถอนฟันที่มีการติดเชื้อเพื่อป้องกันการเกิดโรคในร่างกายเริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ และถูกหักล้างด้วยการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ในปี ค.ศ. 1951 Journal of the American Dental Association ได้ทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว และพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องระหว่างการรักษาคลองรากฟันที่ติดเชื้อและการเกิดโรคร้ายอื่นๆภายในร่างกาย และแนะนำให้การรักษาคลองรากฟันเป็นมาตรฐานในการรักษาที่ควรพิจารณาแทนการถอนฟัน (8) แม้กระทั่งการศึกษาในปี ค.ศ. 2013 ซึ่งวิเคราะห์ผู้ป่วยภายในศูนย์มะเร็งแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริการะหว่างปี ค.ศ. 1999 ถึง 2007 ก็ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการรักษาคลองรากฟัน และการเกิดมะเร็งในช่องปาก รวมถึงหักล้างข้อกล่าวอ้างที่ว่า ผู้ป่วยมะเร็งมักพบฟันที่รักษาคลองรากฟันเป็นจำนวนมาก โดยจำนวนค่าเฉลี่ยฟันที่รักษาคลองรากฟันของผู้ป่วยมะเร็งกลับน้อยกว่าจำนวนค่าเฉลี่ยของคนปกติ (10)

 

                 อย่างไรก็ตามทฤษฎีดังกล่าวยังมักถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นระยะ รวมถึงมีการต่อยอดนำการรักษาคลองรากฟันโยงไปสู่การเกิดโรคอื่นๆอีกมากมาย โดยทุกบทความมักคัดลอกจากแหล่งที่มาแหล่งเดียวกันและเป็นเพียงความเชื่อของบุคคลกลุ่มหนึ่งโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ บางบทความมีการอ้างอิงเกี่ยวกับการพบเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด (transient bacteremia) จากการรักษาคลองรากฟัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วภาวะดังกล่าวเกิดเพียงช่วงสั้นๆ หลังการรักษาในบางราย เช่นเดียวกับการรักษาทางทันตกรรมอื่นๆ หรือกิจวัตรประจำวันเช่นการแปรงฟัน หรือการเคี้ยวอาหาร ซึ่งล้วนทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้ (11-14)

 

                จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน จึงกล่าวได้ว่าการรักษาคลองรากฟันเป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยระดับสูง เป็นการรักษาเพื่อกำจัดโรค ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายหรือโรคอื่นๆแก่ร่างกาย เมื่อผนวกกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ทำให้การรักษาคลองรากฟันในปัจจุบันไม่ยุ่งยาก มีประสิทธิภาพ และมีอัตราความสำเร็จในระดับสูงมาก ผู้ป่วยสามารถพิจารณาการรักษาคลองรากฟันเป็นการรักษามาตรฐานที่ทดแทนการถอนฟันได้อย่างสบายใจ และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโรคร้ายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่ประการใด 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

References

1.Quality guidelines for endodontic treatment: consensus report of the European Society of Endodontology. Int Endod J. 2006;39:921-30.

2.Francke OC. William Hunter's "oral sepsis" and American odontology. Bull Hist Dent. 1973;21:73-9.

3.Price W A. Fundamentals suggested by recent researches for diagnosis, prognosis, and treatment of dental focal infections. J Am Dent Assoc. 1925;12:641-65.

4.Price W A, Buckley J P. Buckley-Price debate: subject: resolved, that practically all infected pulpless teeth should be removed. J Am Dent Assoc. 1925;12:1468-524.

5.Cecil R L, Angevine D M. Clinical and experimental observations on focal infection with an analysis of 200 cases of rheumatoid arthritis. Ann Int Med. 1938;12:577-84.

6.Vaizey J M, Clark-Kennedy A E. Dental sepsis in relation to anemia, dyspepsia, and rheumatism with particular reference to treatment. Br Med J. 1939;12:1269-83.

7.AAE. Focal infection theory.  AAE Fact sheet 2012.

8.Easlick KA. An evaluation of the effect of dental foci of infection on health. J Am Dent Assoc. 1951;42:615-97.

9.Grossman L. Root canal therapy. Philadephia: Lea & Febiger; 1930.

10.Tezal M, Scannapieco FA, Wactawski-Wende J, Meurman JH, Marshall JR, Rojas IG, et al. Dental caries and head and neck cancers. JAMA Otolaryngol Head Neck Surg. 2013;139:1054-60.

11.Baumgartner JC, Heggers JP, Harrison JW. The incidence of bacteremias related to endodontic procedures. I. Nonsurgical endodontics. J Endod. 1976;2:135-40.

12.Forner L, Larsen T, Kilian M, Holmstrup P. Incidence of bacteremia after chewing, tooth brushing and scaling in individuals with periodontal inflammation. J Clin Periodontol. 2006;33:401-7.

13.Murray M, Moosnick F. Incidene of bacteremia in patients with dental disease. J Lab Clin Med. 1941;26:801-2.

14.Breminand M, Yacoob C, Ahmed V. An investigation of the frequency of bacteremia following dental extraction, tooth brushing and chewing. Cardio J of Af. 2012;23:340-4.

 

หากต้องการทำซ้ำ ตีพิมพ์ หรือคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมด กรุณาติดต่อ ชมรมเอ็นโดดอนติกส์แห่งประเทศไทย ได้ที่  e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางแล้วว่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรค pulp และ periapical tissue มีความหลากหลายมากตั้งแต่แบคทีเรียซึ่งก็มีหลาย species หรือเชื้อรา เช่น Candida albicans หรือเชื้อไวรัส เช่น herpes หรือ Epstein-Barr virus

หลักการรักษารากฟันทะลุคือ การป้องกันหรือกำจัดการติดเชื้อบริเวณรอยทะลุ ร่วมกับการซ่อมด้วยวัสดุที่ไม่เป็นพิษและให้ความแนบสนิทที่ดีโดยปัจจัยที่มีผลต่อความสำาเร็จในการรักษาได้แก่ ระยะเวลาที่ได้รับการรักษา ขนาด และตำแหน่งของรอยทะลุ พยากรณ์โรคจะดีหากได้รับการซ่อมรอยทะลุอย่างรวดเร็ว รอยทะลุ มีขนาดเล็กและมีตำา แหน่งสูงกว่าหรือต่ำา กว่าระดับสันกระดูกเบ้าฟัน (crestal  bone) และ epithelial attachment

Back to Top